
จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2495 ในยุคที่อากงยังขายของชำเล็ก ๆ อยู่ในพื้นที่ตลาด ก่อนที่กิจการจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของคนในย่าน เมื่อเข้าสู่รุ่นป๊าจึงเริ่มนำ “ของไหว้เจ้า” เข้ามาจำหน่ายมากขึ้นตามเสียงเรียกร้องของลูกค้าในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของร้านฮัวกี่ในเวลาต่อมา
พื้นที่นี้ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของคุกเก่า ก่อนที่กรมธนารักษ์จะเข้ามาพัฒนาพื้นที่และจัดสรรเป็นพื้นที่การค้า ร้านฮัวกี่ถือเป็นผู้เช่ารายแรกที่เข้ามาจับจอง และเริ่มต้นชีวิตค้าขายในทำเลนี้ คุณศราวุฒิ ดิลกกัลยากุล ทายาทรุ่นที่ 3 ผู้เกิดและเติบโตที่นี่ เล่าว่าตนผูกพันกับพื้นที่นี้มาตั้งแต่วัยเด็ก ท่ามกลางบรรยากาศของตลาดและวิถีชุมชนที่เปลี่ยนผ่านมาตลอดหลายทศวรรษ


หนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของร้านคือ “งานพับกระดาษไหว้เจ้าด้วยมือ” ที่สืบทอดมาตั้งแต่รุ่นป๊า โดยมีอาม่าที่ในอดีตอพยพมาจากจีนเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาการพับทุกขั้นตอน คุณศราวุฒิกล่าวว่าในอดีตกระดาษไหว้มีรูปแบบที่หลากหลาย และขั้นตอนที่ละเอียดอ่อน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป รูปแบบค่อย ๆ ลดลงเหลือเพียงแบบทั่วไปตามตลาด เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและแรงงาน ปัจจุบันจึงมีการนำกระดาษสำเร็จรูปจากโรงงานเข้ามาเสริม ซึ่งวัสดุก็เปลี่ยนจากกระดาษอ่อนในอดีต เป็นกระดาษแข็งที่ผลิตเป็นชุดสำเร็จมากขึ้น
ความเชื่อและศรัทธาค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ธรรมเนียมบางอย่างเลือนหายไปพร้อมกับวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม ยอดขายวันนี้อาจไม่เท่ากับในอดีต แต่สำหรับศราวุฒิ เขาเข้าใจดีว่า “วัฒนธรรมต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นก็จะหายไป” ธุรกิจจึงไม่อาจยืนอยู่กับที่ หากต้องเรียนรู้และขยับตามจังหวะของเวลา เช่นเดียวกับกล้องฟิล์มที่เคยเงียบเหงา แต่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งเมื่อผู้คนเริ่มโหยหาความหมายบางอย่างในอดีต

ร้านฮัวกี่จึงไม่ใช่เพียงร้านขายของไหว้เจ้า หากแต่เป็นพื้นที่ของการส่งต่อความเชื่อ การบูชาเทพเจ้าและบรรพชน และการปรับตัวของธุรกิจครอบครัวที่ยืนหยัดอยู่กับเมืองมากว่า 70 ปี พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าศรัทธาอาจเปลี่ยนรูปแบบ แต่ไม่เคยหายไปจากชีวิตผู้คนอย่างแท้จริง
ร้านฮัวกี่
ศราวุฒิ ดิลกกัลยากุล
ก่อตั้ง พ.ศ. 2495








